ตอนที่ 4.1 หลักการทั่วไปและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย

เรื่องที่ 4.1.1 วัตถุประสงค์ของการหักภาษี ณ ที่จ่าย หน้าที่และความรับผิดชอบ และประเภทของการหักภาษี ณ ที่จ่าย
           1. วัตถุประสงค์ของการหักภาษี ณ ที่จ่ายพิจารณาในแง่ของรัฐ และผู้เสียภาษี


รัฐบาล
ผู้เสียภาษี
1. มีรายได้เข้ารัฐสม่ำเสมอตลอดปีภาษี 1. ถือเป็นการผ่อนชำระภาษีล่วงหน้าทุกครั้งที่มี
    รายได้
2. ประหยัดค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บ 2. สะดวกในการชำระภาษี โดยผู้เสียภาษีไม่ต้อง
    นำส่งภาษีเอง
3. ช่วยให้รัฐจัดเก็บภาษีได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย      ลดปัญหาการหลีกเลี่ยงภาษี 3. ภาษีหัก ณ ที่จ่ายถือเป็นเครดิตภาษีของผู้มีเงินได้

 

        2. หน้าที่และความรับผิดชอบของผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย
            - ผู้จ่ายเงินได้ตามประเภทที่กฎหมายกำหนดมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้
            - ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย
            - ยื่นแบบแสดงรายการหักภาษี และนำส่ง
            - จัดทำบัญชีพิเศษแสดงการหักภาษี ณ ที่จ่าย และนำส่งโดยแยกตามใบเสร็จ
            หน้าที่และความรับผิดชอบของผู้มีเงินได้ที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย
            - นำหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายที่ถูกหักไว้ไปลดหย่อนการเสียภาษีปลายปี และถ้าถูกหักภาษีไว้เกินที่จะต้องจ่าย
               ก็มีสิทธิขอคืนภาษี
    

เรื่องที่ 4.1.2  ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย
                        ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายแบ่งได้ 2 ประเภทคือ
                         1.  ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50 แห่งประมวลรัษฎากร
                         2.  ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา 3 เตรส        
                              (จะกล่าวไว้รวมกับหัวข้อภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่ายมาตรา 3 เตรส)

  1. การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายมาตรา 50 แห่งประมวลรัษฎากรแบ่งเป็น
    1. กรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) และ (2) (มาตรา 50(1) แห่งประมวล รัษฎากร)  ใช้แบบ ภ.ง.ด.1
    2. กรณีจ่ายเงินได้ตามมาตรา 40(3) และ (4) (มาตรา 50(2) แห่งประมวลรัษฎากร)ใช้แบบ ภ.ง.ด. 2
    3. กรณีจ่ายเงินได้ตามมาตรา 40(5) และ (6) กรณีผู้มีเงินได้เป็นบุคคลธรรมดาที่มิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทยให้หักภาษี ณ     ที่จ่ายในอัตราเหมาร้อยละ 15 (มาตรา 50(3) แห่งประมวลรัษฎากร) ใช้แบบ ภ.ง.ด. 3
    4. กรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (5)(6)(7) หรือ (8) ที่รัฐบาล องค์การของรัฐบาล เทศบาล สุขาภิบาล หรือ     องค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นที่เป็นผู้จ่าย (มาตรา 50 (4) แห่งประมวลรัษฎากร) ใช้แบบ ภ.ง.ด. 3
    5. กรณีจ่ายเงินได้ตามมาตรา  40 (8) มาตรา  50 (5)  แห่งประมวลรัษฎากรเฉพาะการขายอสังหาริมทรัพย์

          1.1   กรณีเงินได้ตามมาตรา 40(1) และ (2)  การคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย สำหรับเงินได้ตามมาตรา 40(1)และ (2)
ซึ่งได้แก่เงินได้ เนื่องจากการจ้างแรงงานคนและเงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย
ตามมาตรา 50(1) แห่งประมวลรัษฎากรกรณีการจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1)แห่งประมวลรัษฎากรแต่ไม่รวมถึงเงินได้
ที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน ให้ปฏิบัติดังนี้
      1.  ให้คำนวณหาจำนวนเงินได้พึงประเมินเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปี โดยนำเงินได้ พึงประเมินที่จ่ายแต่ละคราวคูณด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย (ต่อปี) เช่น จ่ายทุกเดือนคูณด้วย 12 จ่ายเดือนละ 2 ครั้งคูณด้วย 24 หรือถ้าพึงเข้ามาทำงานเมื่อเดือน 1 กรกฎาคม จำนวนคราวที่จะต้องจ่ายจะเท่ากับ 6
      2. ให้นำจำนวนเงินได้พึงประเมินตาม (1) มาคำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา48(1) แห่งประมวลรัษฎากร กล่าวคือ นำมาหักค่าใช้จ่าย ค่าลดหย่อน และคำนวณภาษีตามบัญชีอัตราภาษีเงินได้สำหรับบุคคลธรรมดา เป็นเงินภาษีทั้งสิ้น          
      3. ให้นำจำนวนเงินภาษีทั้งสิ้นที่คำนวณได้ตาม (2) มาหารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย(ต่อปี) ได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใด ให้หักเป็นเงินภาษี ณ ที่จ่ายในแต่ละคราวที่จ่ายเงินนั้น  ถ้าการหารด้วยจำนวนคราวไม่ลงตัวเหลือเศษเท่าใด ให้เพิ่มเงินเท่าจำนวนที่เหลือเศษนั้นรวมเข้ากับเงินภาษีที่จะต้องหักไว้ครั้งสุดท้ายในปีนั้น เพื่อให้ยอดเงินภาษีที่หักรวมทั้งปีเท่ากับจำนวนที่ต้องเสียทั้งปี
ตัวอย่าง บริษัท บี แอนด์ พี จำกัด มีพนักงาน 2 คน  ได้แก่นายแสนดี รักงาน และ นายเก่ง ดีมีสุข  บริษัทมีข้อมูลในการคำนวณภาษีระหว่างปี 2547 ดังนี้
             นายแสนดี  ได้รับเงินเดือน ๆ ละ 30,000 บาท  มีภรรยา และบุตร 1 คน  กำลังเรียนใน
ระดับประถมศึกษา บริษัทได้หักเงินสมทบกองทุนประกันสังคมขณะนั้นไว้ในอัตราร้อยละ 3 ของเงินเดือน แต่ไม่เกิน 750 บาทต่อเดือน
             นายเก่งดี  มีสุขได้รับเงินเดือน ๆ ละ 40,000 บาท มีภรรยา และบุตร 1 คน ซึ่งบุตร
อายุ  1 ขวบ ยังไม่ได้เข้าเรียน  การคำนวณภาษี หัก ณ ที่จ่ายได้ดังนี้
             นายแสนดี    

 

เงินได้พึงประเมิน (30,000  X 12)        

 

360,000   บาท

 

หัก  ค่าใช้จ่าย 40% (ไม่เกิน 60,000)

 

  60,000   บาท

 

เงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย

 

300,000   บาท

หัก

ค่าลดหย่อน

 

 

 

ผู้มีรายได้       

30,000

 

 

ภรรยา

30,000

 

 

บุตร

                         17,000

 

 

ค่าลดหย่อนเงินกองทุนฯ(750 x 12)     

9,000

86,000   บาท

 

         เงินได้สุทธิ       

 

214,000   บาท

 

ภาษีเงินได้    

 

11,400   บาท

 

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายเดือนละ  (11,400/12) 

950   บาท

นายเก่งดี

 

เงินได้พึงประเมิน (40,000  X 12)        

 

480,000   บาท

 

หัก  ค่าใช้จ่าย 40% (ไม่เกิน 60,000)

 

  60,000   บาท

 

เงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย

 

420,000  บาท

หัก

ค่าลดหย่อน

 

 

 

ผู้มีรายได้       

30,000

 

 

ภรรยา

30,000

 

 

บุตร

             15,000  

75,000   บาท

 

         เงินได้สุทธิ       

 

345,000   บาท

 

ภาษีเงินได้    

 

    24,500   บาท 

 

ภาษีหัก ณ ที่จ่ายเดือน ม.ค.-พ.ค.(24,500/12) เดือนละ  

       2,041   บาท

 

เดือน ธ.ค. 24,500 – (2,041 x 11)

      2,049   บาท 

การบันทึกบัญชี
                


.ด.ป.

รายการ

เดบิต

เครดิต

ม.ค.

31

เงินเดือน
        เงินสด
        เงินสมทบกองทุนประกันสังคมค้างจ่าย
        ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
จ่ายเงินเดือนให้นาย แสนดี เดือนมกราคม

30,000

-

 

28,300
750
950

 

-
-
-

ก.พ.

7

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
        เงินสด
นำภาษีหัก ณ ที่จ่ายเดือนมกราคมส่งกรมสรรพากร

950

-

 

950

 

-

ก.พ.

15

เงินสมทบกองทุนประกันสังคมค้างจ่าย
        เงินสด
นำเงินสมทบกองทุนประกันสังคมส่งสำนักงานประกันสังคม

750

-

 

750

 

-

หมายเหตุ   การบันทึกบัญชีเงินเดือนของนายเก่งดีก็ปฏิบัติเช่นเดียวกัน
           ข้อสังเกตุ
1. ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) และ (2) ซึ่งเป็นเงินได้ที่นายจ้างจ่าย
ให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน เช่น เงินบำเหน็จ ซึ่งคำนวณจ่ายจากระยะเวลาที่ทำงาน  และได้จ่ายตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด   ให้คำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48(5) เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใดให้หักเป็นเงินภาษีไว้เท่านั้น
2. กรณีจ่ายเงินได้ตามมาตรา 40(2) อันได้แก่ เงินได้จากการรับทำงานให้เนื่องจาก
หน้าที่งานหรือตำแหน่งงานที่ทำ  ค่านายหน้า  ให้แก่ผู้รับซึ่งมิใช่เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย ให้คำนวณหักภาษีเงินได้ในอัตราร้อยละ 15 ของเงินได้
                   2.  กรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(3) (4) (มาตรา 50(2)
                   1)  การคำนวณภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายกรณีจ่ายเงินได้ตามมาตรา 40(3) ได้แก่
ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์ หรือสิทธิอย่างอื่น ๆ ผู้จ่ายเงินได้ตามมาตรา 40(3) ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล นิติบุคคลอื่น องค์การรัฐบาล เทศบาล สุขาภิบาล หรือ องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น

                   1.1 กรณีผู้รับเงินได้ตามมาตรา 40(3) เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย ให้คำนวณ หักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา  โดยไม่มีการหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน
         ตัวอย่าง สำนักพิมพ์แห่งหนึ่งจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้นายปัญญา 2 ครั้ง  ครั้งที่ 1 เดือนมีนาคม 30,000 บาท ครั้งที่ 2 เดือนกรกฎาคม 120,000 บาท 
             ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ครั้งที่ 1    ค่าลิขสิทธิ์ที่จ่าย                                                 =     30,000  บาท
                                             ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 5%                                                          =       1,500  บาท
             ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ครั้งที่ 2    ค่าลิขสิทธิ์ครั้งที่ 1 + ครั้งที่ 2                               =   150,000  บาท
                                      ภาษีหัก ณ ที่จ่าย   (100,000 x 5% ) + (50,000 x 10%)               =    10,000   บาท
                                หัก ภาษี ณ ที่จ่ายครั้งที่ 1                                                                 =      1,500   บาท
                                ภาษีหัก ณ ที่จ่ายครั้งที่ 2                                                                  =       8,500   บาท

                  1.2   กรณีผู้รับเงินได้ตามมาตรา 40(3) มิได้อยู่ในประเทศไทย ให้คำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 15 ของเงินได้
       ตัวอย่าง บริษัทแห่งหนึ่ง ได้จ่ายค่าลิขสิทธิ์ในการนำบทประพันธ์นวนิยายของนางเฮเลน
  ซึ่งอยู่ประเทศอังกฤษมาแปลเป็นภาษาไทยให้แก่นางเฮเลนเป็นเงิน 200,000 บาท  ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% เท่ากับ 30,000  บาท
                2)  การคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายเงินได้ตามมาตรา 40(4)
                     2.1)   กรณีผู้จ่ายเงินได้ที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติ
บุคคลอื่นที่จ่ายเงินได้ตามมาตรา 40(4) ให้กับบุคคลธรรมดา ให้คำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายตามอัตราภาษีเงินได้ ดังนี้
                         ก.  เงินได้ตามมาตรา 40(4)(ก) ได้แก่ เงินได้ทำนองเดียวกันกับดอกเบี้ย
และผลประโยชน์หรือค่าตอบแทนอื่น ๆ ที่ได้จากการให้กู้ยืมหรือจากมีสิทธิ์เรียกร้องในหนี้ทุกชนิดไม่ว่าจะมีหลักประกันหรือไม่
                         ข.  เงินได้ตามมาตรา 40(4)(ค) ได้แก่ เงินโบนัสที่จ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้นหรือ
ผู้เป็นหุ้นส่วนในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
                         ค.เงินได้ตามมาตรา 40(4)(ง) ได้แก่ เงินลดทุนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเฉพาะส่วนที่จ่าย
ไม่เกินกว่ากำไรหรือเงินที่กันไว้รวมกัน
                         ง.   เงินได้ตามมาตรา 40(4)(จ) ได้แก่ เงินเพิ่มทุนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งตั้งจากกำไรที่ได้มาหรือเงินที่กันไว้รวมกัน
                         จ. เงินได้ตามมาตรา 40(4)(ฉ)ได้แก่ ผลประโยชน์ที่ได้จากการที่บริษัท
หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลควบเข้ากัน หรือรับช่วงกันหรือเลิกกันซึ่งตีราคาเป็นเงินเกินกว่าเงินทุน
                      2. 2)   กรณีผู้จ่ายเงินได้ที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จ่ายเงินได้ตาม
มาตรา 40(4)(ก)และ(ช)ให้กับบุคคลธรรมดา ให้คำนวณภาษี ณ  ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 15 ของเงินได้
                                ก. เงินได้ตามมาตรา 40(4)(ก) ได้แก่
                                            -   ดอกเบี้ยพันธบัตร(ที่ได้รับทั้งจำนวน)
                                            -    ดอกเบี้ยเงินฝากประเภทออมทรัพย์สำหรับเงินฝากธนาคารในราชอาณาจักรซึ่งผู้มีเงินได้  ได้รับรวมกันทั้งสิ้นเกิน 20,000 บาทตลอดปีภาษีนั้น(ต้องหัก ณ ที่จ่ายจากดอกเบี้ยรับทั้งสิ้น)              
                                             -  ดอกเบี้ยเงินฝากสหกรณ์ออมทรัพย์ประเภทฝากประจำ(ที่ได้รับทั้งจำนวน)
                                             -   ดอกเบี้ยหุ้นกู้ (ที่ได้รับทั้งจำนวน)
                                             -   ดอกเบี้ยตั๋วเงินที่ได้รับจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น (ทั้งจำนวน)
                                             -    ดอกเบี้ยที่ได้จากสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศ
ไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม (ที่ได้รับทั้งจำนวน)
                                ผลประโยชน์ที่ได้จากการโอนพันธบัตร หุ้นกู้  หรือตั๋วเงินหรือตราสารแสดงสิทธิในหน้าที่ บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ทั้งนี้ เฉพาะที่ตีราคาเป็นเงินได้ เกินกว่าที่ลงทุน

                
   

                             ข.  เงินได้ตามมาตรา 40(4)(ช) ได้แก่ ผลประโยชน์ที่ได้จากการโอนพันธบัตรหุ้นกู้หรือตั๋วเงินหรือตราสารแสดง
สิทธิในหนี้ที่นิติบุคคลต่าง ๆ เป็นผู้ออก เฉพาะส่วนที่ตีราคาเป็นเงินเกินกว่าที่ลงทุนเงินได้ตามมาตรา   
                            ตัวอย่าง   นายกิตติชัยได้รับดอกเบี้ยเงินฝากประจำ จากธนาคารพาณิชย์แห่ง
หนึ่งจำนวน 20,000 บาท ธนาคารจะหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ดังนี้
                                      เงินได้พึงประเมิน                                           20,000  บาท
                                      ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย 15%                          3,000  บาท
              2.3)   เงินได้ต่อไปนี้ไม่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย  ได้แก่   
                         ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่บุคคลธรรมดา คณะบุคคล หรือห้างหุ้นส่วนสามัญ เป็นผู้จ่ายเงินให้แก่ผู้รับ ซึ่งเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย
ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ผู้รับเงินมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้เอง

                         ตัวอย่าง  นายเพชรเป็นเจ้าของร้านแก่นเพชร ได้จ่ายดอกเบี้ยจากการกู้ยืมเงิน
เพื่อนำมาลงทุนให้แก่นายปริญญา ผู้อยู่ในประเทศไทย 50,000 บาท และให้นายบิลลี่ ชาวอเมริกา 200,000 บาท การคำนวณภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
คำนวณได้ดังนี้
                          นายเพชรจ่ายดอกเบี้ยให้นายปริญญา 50,000 บาท ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเพราะนายปริญญาอยู่ในประเทศไทย
                          นายเพชรจ่ายดอกเบี้ยให้นายบิลลี่ 200,000 บาท ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 15 % เพราะนายบิลลี่มีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศร้อยละ 15
เป็นเงิน 30,000 บาท
             2.4) ให้คำนวณหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 10 ของเงินได้  กรณีจ่ายเงินได้  ตามมาตรา 40(4) (ข) ที่จ่ายให้แก่ผู้รับซึ่งเป็น
ผู้อยู่ในประเทศไทย (180 วัน) ที่ได้รับจาก
                                      (ก)  บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยกองทุนรวม
                                      (ข)   สถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม
หรืออุตสาหกรรม  ผู้มีเงินได้จะเลือกเสีย ภาษีตามที่ถูกหัก ณ ที่จ่าย ในอัตราดังกล่าว โดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณกับเงินได้อื่นก็ได้
                            ตัวอย่างที่  บุคคลธรรมดามีเงินได้จาก เงินปันผล เงินส่วนแบ่งกำไร หรือ
ประโยชน์อื่นใดที่ผู้รับซึ่งเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย ให้คำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 10 ของเงินได้
             3  กรณีผู้จ่ายเงินได้ตามมาตรา 40(5) และ(6) (มาตรา 50(3)) แห่งประมวลรัษฎากร ให้กับผู มีเงินได้ที่เป็นบุคคลธรรมดาที่มิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทยให้หักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราเหมาร้อยละ 15 (ใช้แบบ ภ.ง.ด.3)
              4.
กรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(5) (6) (7) หรือ (8) ที่รัฐบาล องค์การของรัฐบาล เทศบาล สุขาภิบาล หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นให้กับผู้มีเงินได้ที่เป็นบุคคลธรรมดา ให้หักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 1 ของยอดเงินได้พึงประเมินก่อนหักภาษีหรือค่าปรับอื่นใด สำหรับเงินได้ตั้งแต่ 10,000 บาท ขึ้นไป หรือถ้าแบ่งจ่ายครั้งหนึ่ง ๆ ไม่เกิน 10,000 บาท ของเงินได้พึงประเมินก่อนหักภาษีหรือค่าปรับอื่นใด มาตรา 50(4) แห่งประมวลรัษฎากร)
           เงินได้พึงประเมินตามมาตรา40(5)(6)(7) และ(8) ซึ่งได้แก่ การให้เช่าทรัพย์สิน การ ประกอบอาชีพอิสระ การรับเหมา การพาณิชยกรรม
การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่งหรืออื่น ๆ
             ตัวอย่าง  วิทยาลัยอาชีวศึกษาแห่งหนึ่งซึ่งเป็นหน่วยงานราชการจ่ายค่ารับเหมาก่อสร้างอาคารวิทยบริการให้ นาย ก. ผู้รับเหมา 6,000,000 บาท ในกรณีนี้วิทยาลัยอาชีวศึกษาจะต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายร้อยละ 1 ของเงินที่จ่ายเป็นภาษีเท่ากับ 60,000 บาท (ใช้แบบ ภ.ง.ด.3)
              5.  กรณีจ่ายเงินได้ตามมาตรา 40(8) (มาตรา 50(5) แห่งประมวลรัษฎากร)เฉพาะการขายอสังหาริมทรัพย์
                    ผู้จ่ายเงินได้ ได้แก่ บุคคลธรรมดา ห้างหุ้นส่วน  บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคล
ผู้รับเงินได้ ได้แก่ บุคคลธรรมดา
                  1)  การได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ แบ่งเป็น 2 กรณีคือ
                       1.1   การได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ โดยมุ่งในทางการค้าหรือหากำไรเช่นได้มาโดยการซื้อ  แลกเปลี่ยนหรือ
ปลูกสร้างขึ้นและมีวัตถุประสงค์เพื่อหากำไรจะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ
                       1.2   การได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์โดยมิได้มุ่งในทางค้าหรือหากำไรแบ่งเป็น   2   ประเภท  ได้แก่
                               ก. อสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยทางมรดกหรือได้รับจากการให้โดยเสน่หา
                               ข. อสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยทางอื่นนอกจาก ก. เช่น การซื้อหรือแลกเปลี่ยนอสังหาริมทรัพย์เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยหรือทำการเกษตร เป็นต้น

                   2)  หลักเกณฑ์การคำนวณภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายกรณีบุคคลธรรมดาขาย
อสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมิได้มุ่งในทางค้าหรือหากำไร
                              (ก) ขายอสังหาริมทรัพย์อันเป็นม รดกหรือได้รับจากการให้โดยเสน่หามีวิธีคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายดังนี้
                                      ขั้นที่ 1  หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ร้อยละ 50
                                      ขั้นที่ 2  เหลือเท่าใดนำมาหารด้วยจำนวนปีที่ถือครองได้ผลลัพธ์เป็นเงิน เท่าใดให้คำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงิน ได้บุคคลธรรมดา
                                      ขั้นที่ 3  ได้ผลลัพธ์เป็นเงินภาษีเท่าใดให้คูณด้วยจำนวนปีที่ถือครอง ผลลัพธ์ที่ได้เป็นภาษีที่ต้องหักไว้ ณ ที่จ่าย
                             (ข)ขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยทางอื่นนอกจาก (ก) มีวิธีการคำนวณภาษีหัก ณ  ที่จ่ายเช่นเดียวกับวิธี (ก)
ยกเว้นค่าใช้จ่ายให้หักค่าใช้จ่ายตามพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 165) โดยให้เลือกดังนี้
                                    (1) ค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและ สมควร หรือ
                                    (2) ค ่าใช้จ่ายเป็นการเหมาตามจำนวนปีที่ถือครองดังนี้

จำนวนปีที่ถือครอง

1 ปี

2 ปี

3 ปี

4 ปี

5 ปี

6 ปี

7 ปี

8 ปีขึ้นไป

อัตราค่าใช้จ่าย

92

84

77

71

65

60

55

50

         หมายเหตุ    สำหรับการคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายในการขายอสังหาริมทรัพย์ทั้งข้อ (ก) และ (ข)
อสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาเป็นมรดกหรือที่ได้รับจากการให้โดยเสน่หาที่ตั้งอยู่นอกเขต กรุงเทพมหานคร เทศบาล สุขาภิบาล หรือเมืองพัทยา
หรือการปกครองท้องถิ่นอื่นที่มีกฎหมายจัดตั้งขึ้นโดยเฉพาะจะได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีในส่วนที่ไม่เกิน 200,000 บาท ตลอดปีภาษีนั้น 
การนับจำนวนปีที่ถือครอง กฎหมายกำหนดให้นับจำนวนปีที่ถือครองตั้งแต่ปีที่ได้กรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์จนถึงปีที่
โอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครอง ถ้าเกิน 10 ปี ให้นับเพียง 10 ปี และเศษของปีให้นับเป็น 1 ปี
                   “ราคาขาย” หมายถึง ราคาที่เจ้าพนักงานประเมินกำหนดโดยถือราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิ
และนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งเป็นราคาที่ใช้อยู่ในวันที่มีการโอน  กรณีดังกล่าวจะใช้้เฉพาะภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นภาษีเงินได้
นิติบุคคลและภาษีธุรกิจเฉพาะ ให้เปรียบเทียบราคาขายกับราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมและให้ใช
้ราคาที่สูงกว่า
                   เงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดกหรือที่ได้มาโดยมิได้มุ่งในทางค้าหรือ หากำไรผู้มีเงินได้อาจเลือกเสียภาษีตามวิธีการ
คำนวณข้างต้น(ซึ่งเป็นวิธีการคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายแทนการนำไปรวมคำนวณภาษีตามปกติก็ได้  ถ้าภาษีที่คำนวณได้นี้ถ้าเกินร้อยละ 20
ของราคาขาย ก็ให้เสียเพียงร้อยละ 20 ของราคาขายเท่านั้น  อนึ่ง การคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย กรณีการขายอสังหาริมทรัพย์นั้นมีวิธีการคำนวณ
ตามเกณฑ์ของมาตรา 48(4) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งไม่ใช่เกณฑ์การคำนวณภาษีตามมาตรา 48(1)แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้น จึงไม่ได้รับยกเว้นภาษ
ีสำหรับเงินได้สุทธิส่วนที่ไม่เกิน 50,000 บาท ตามพระราชกฤษฎีกาฯ(ฉบับที่ 252) พ.ศ.2542 แต่อย่างไร


             ตัวอย่างที่ 1   นาย ก. ขายที่ดินซึ่งเป็นมรดกไปเมื่อเดือน พฤษภาคม พ.ศ.2543 ที่ดินนี้ ได้รับมาเมื่อปี พ.ศ.2536 รวมเวลาได้ 8 ปี
เป็นจำนวนเงิน 1,500,000 บาท เจ้าพนักงานประเมินกำหนดราคาประเมินเท่ากับ  1,000,000 บาท ที่ดินดังกล่าวอยู่ในเขตเทศบาล  นาย ก.
จะต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายดังนี้
                         วิธีคำนวณ

 

(1) ตั้ง ราคาประเมินฯ        

1,000,000 

บาท

 

(2) หัก ค่าใช้จ่ายร้อยละ 50

500,000 

บาท

 

     เหลือเงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย

500,000 

บาท

 

(3)  หาร จำนวนปีที่ถือครอง (8 ปี)

500,000/8 

บาท

 

       เงินได้เฉลี่ยต่อปี                            

     62,500  

บาท

 

(4)  คำนวณภาษี 62,500 x 5

       3,125 

บาท

 

      เป็นภาษีเฉลี่ยต่อปี

3,125 

บาท

 

(5)  คูณ จำนวนปีที่ถือครอง (8 ปี)

3,125 x 8

บาท

 

      เป็นจำนวนภาษีที่ต้องหัก ณ ที่จ่าย        

    25,000    

บาท

                         ข้อสังเกต ภาษีที่คำนวณหัก ณ ที่จ่ายต้องไม่เกินร้อยละ 20 ของราคาประเมินคือ ต้องไม่เกิน 200,000 บาท ดังนั้นต้องหักภาษีไว้เป็นเงิน 25,000 บาท ตามที่คำนวณได้
                         ตัวอย่างที่ 2  สมมติว่า นาย ก ขายที่ดินนอกเขตเทศบาล ฯลฯ ซึ่งบิดายกให้เมื่อ 12 ปีที่แล้วเป็นเงิน 500,000 บาท (ราคาประเมิน 700,000 บาท) นาย ก จะต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายเท่าใด

วิธีคำนวณ


(1)  ตั้งราคาประเมิน           

 

  700,000

 

บาท

(2)  หักได้รับยกเว้น 

  200,000 

บาท

       เหลือ       

500,000

บาท

หัก  ค่าใช้จ่ายร้อยละ 50                   

250,000

บาท

       เหลือเงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย

250,000

บาท

(3)  จำนวนปีที่ถือครอง (10 ปี)       

250,000/ 10  

บาท

      เป็นเงินได้เฉลี่ยต่อปี 

25,000

บาท

(4) คำนวณภาษีตามอัตรา (25,000 x ร้อยละ 5) 

1,250

บาท

(5) คูณ จำนวนปีที่ถือครอง(10 ปี)        

1,250 x 10      

บาท

เป็นจำนวนภาษีที่ต้องหัก ณ ที่จ่าย                 

12,500

บาท

(ภาษีที่คำนวณหัก ณ ที่จ่ายต้องไม่เกินร้อยละ 20 ของราคาประเมิน)        

 

 

             ตัวอย่างที่ 3  นาย ข ขายที่ดินในเขตเทศบาลเมืองในกลางปี 2548 เป็นเงิน 1,800,000 บาท ราคาประเมิน
2,000,000  บาท  ที่ดินแปลงนี้ซื้อมาเมื่อปี พ.ศ.2541 เพื่อจะปลูกบ้านอาศัย การขายที่ดินแปลงนี้ นาย ก.
จะต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย ดังนี้
             วิธีคำนวณ


(1) ตั้ง  ราคาขาย (ราคาประเมิน)

2,000,000

บาท

(2) หัก  ค่าใช้จ่ายร้อยละ 50 (ถือครอง 8 ปี)

1,000,000

บาท

(3)  เงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย           

1,000,000

บาท

(4)  หาร ด้วยจำนวนปีที่ถือครอง    

125,000

บาท

(5)  ภาษีเงินได้

7,500 

บาท

(6)  คูณด้วยจำนวนปีที่ถือครอง  7,500 x 8

60,000

บาท

เป็นภาษีที่ต้องหัก ณ ที่จ่าย

60,000

บาท

(ภาษีที่คำนวณหัก ณ ที่จ่ายต้องไม่เกินร้อยละ 20 ของราคาประเมิน)

 

       6.  หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย               
             ผู้จ่ายเงินต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายตามแบบที่อธิบดีกำหนดให้แก่ผู้
ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 2 ฉบับที่มีข้อความตรงกันภายในกำหนดเวลาดังนี้
              (1) กรณีหักภาษี ณ ที่จ่ายสำหรับเงินได้ตามมาตรา 40(1) และ (2) ที่ผู้มีเงินได้ทำงานในกิจการของผู้จ่ายเงินได้จนถึงสิ้นปีภาษี  ผู้ที่จ่ายเงินได้ต้องออกใบรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ให้ผู้มีเงินได้ภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ของปีถัดจากปีที่จ่ายเงินได้
              ( 2) กรณีหักภาษี ณ ที่จ่าย สำหรับเงินได้พึงประเมินประเภทอื่นที่ไม่ใช่ (1) ผู้จ่ายเงินได้ต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย แก่ผู้มีเงินได้ทุกครั้งที่มีการหักภาษี ณที่จ่าย

          7.   กำหนดเวลาการนำส่งเงินภาษีหัก ณ ที่จ่ายและแบบแสดงรายการที่ต้องยื่น
           (1)   การนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่าย โดยผู้จ่ายต้องยื่นแบบแสดงรายการตามแบบที่
อธิบดีกำหนด ดังนี   ้
                  1.1  ภ.ง.ด.1 สำหรับการหักภาษี ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50(1)  จากการจ่ายเงินได้ตามมาตรา 40 (1) และ (2) ให้ยื่นรายการและนำส่งภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดจากเดือนที่จ่ายเงินได้
                  1.2  ภ.ง.ด.2 สำหรับการหักภาษี ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50(2) จากการจ่ายเงินได้ตามมาตรา 40(3) และ (4) ให้ยื่นรายการและนำส่งภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดจากเดือนที่จ่ายเงิน เว้นแต่มาตรา 40 (4) (ข) ถึง (ฉ) ให้ยื่นรายการและนำส่งภายใน 7 วัน นับแต่วันที่จ่ายเงินได้
                  1.3  ภ.ง.ด.3 สำหรับการหักภาษี ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50(4) และ มาตรา 3 เตรส เนื่องจากการจ่ายเงินได้ตามมาตรา 40(5) (6) (7) หรือ (8)ให้ยื่นรายการและนำส่งภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดจากเดือนที่จ่ายเงินได้ เว้นแต่การหักภาษี ณ ที่จ่ายมาตรา 40(5) และ (6) ที่จ่ายให้แก่ผู้รับซึ่งมิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทยตามมาตรา 50(3) ให้นำส่งภายใน 7 วัน นับแต่วันที่จ่ายเงินได้
           (2) เมื่อสิ้นปีภาษี ให้ผู้จ่ายเงินได้ต้องหักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามีหน้าที่ต้องยื่นรายการสรุปการจ่ายเงินได้ และำจำนวนภาษีเงินได้หัก และนำส่งไว้ดังนี้
                   2.1  ภ.ง.ด.1 ก ใช้สำหรับสรุปรายการจ่ายเงินได้และการหักภาษี ณ ที่จ่าย สำหรับเงินได้ตามมาตรา 40(1) และ (2) ที่ผู้จ่ายเงินได้เป็น บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท คณะบุคคล ให้ยื่นรายการภายในเดือนกุมภาพันธ์ของปีถัดจากปีที่จ่ายเงินได้
                   2. 2   ภ.ง.ด.1 ก พิเศษ ใช้สำหรับสรุปการจ่ายเงินได้และการหักภาษี ณ ที่ จ่ายสำหรับเงินได้ตามมาตรา 40(1) และ (2) ที่ผู้จ่ายเงินได้เป็นรัฐบาลหรือองค์การของรัฐบาล ให้ยื่นภายในเดือนกุมภาพันธ์ของปีถัดจากปีที่มีการจ่ายเงินได้
                    2. 3  ภ.ง.ด. 2 ก ใช้สำหรับสรุปการจ่ายเงินได้และการหักภาษี ณ ที่จ่าย สำหรับเงินได้ตามมาตรา 40(3) และ (4)
ให้ยื่นรายการดังกล่าวภายในเดือนมกราคมของปีถัดจากปีที่มีการจ่ายเงินได้
                     2.4  ภ.ง.ด. 3 ก ใช้สำหรับสรุปรายการจ่ายเงินได้และการหักภาษี ณ ที่จ่ายรับเงินได้ตามมาตร 40(5) (6) (7) หรือ (8)
เฉพาะผู้ที่จ่ายเงินได้ที่เป็นรัฐบาล องค์การของรัฐบาล เทศบาล ฯลฯ ภายในเดือนมกราคมของปีถัดจากปีที่จ่ายเงินได้  

 

ย้อนกลับ       กิจกรรมทดสอบความรู้